1/3/57

เหรียญหลวงพ่อเปิ่น ปี19 เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม




"พระอุดมประชานาถ"  นามเดิม เปิ่น นามสกุล ภู่ระหงษ์ เกิดวันอาทิตย์ที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๖ เดือน ๙ ปีกุน ณ บ้านเลขที่ ๔ หมู่ที่ ๔ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของนายฟัก นางยวง ภู่ระหงษ์ เป็นบุตรคนที่ ๙ ในจำนวนพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกันรวม ๑๐ คน คือ
          ๑. นางจันทร์ อ่ำระมาด ถึงแก่กรรม
          ๒. นางอินทร์ คงประจักษ์ ถึงแก่กรรม
          ๓. นายเถิ่ง ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๔. นายชุ ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๕. นางไว ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๖. นายเลื่อน ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๗. นายไล้ ภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๘. นางรองภู่ระหงษ์ ถึงแก่กรรม
          ๙. พระอุดมประชานาถ "เปิ่น ภู่ระหงษ์"
        ๑๐. นางอางค์ เฮงทองเลิศ
          ชีวิตปฐมวัยของหลวงพ่อเปิ่นนับเนื่องแล้วเป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างที่สุดที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัยนั้นแถบถิ่นลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีอุดมมากไปด้วยวิชาอาคมอาจเนื่องด้วยที่นั่น
         ไกลปืนเที่ยงในตอนนั้นการเรียนรู้วิชาเอาไว้เพื่อป้องกันตัวจึงถือเป็นหนึ่งในลูกผู้ชายทุกคนจักพึงมีหลวงพ่อเปิ่นสนใจในเรื่องของไสยศาสตร์ มาตั้งแต่สมัยเด็กอาศัยว่าครอบครัวของท่านอยู่ใกล้กับวัดบางพระซึ่งในสมัยนั้นมีพระคุณเจ้าที่จำพรรษาอยู่ที่วัดบางพระมีความเก่งกาจมีความเชี่ยวชาญในสายไสยศาสตร์ หลายองค์ เด็กชายเปิ่นจึงเข้าออกเพื่อความอยากรู้อยากใฝ่หา ในวิชาอยู่กับวัดบางพระเป็นประจำ
          ในช่วงนี้เองบิดาซึ่งเห็นแววของเด็กชายเปิ่นมาตั้งแต่เล็กๆ ว่ามีจิตใจอันเด็ดเดี่ยวและมีสัจจะเป็นยอด จึงได้ถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งวิทยาการ คาถาอาคมที่บิดาพอมีอยู่ให้กับเด็กชายเปิ่น ถือเป็นรากฐานเบื้องต้นตั้งแต่บัดนั้น ครั้นต่อมาครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่นี่เองที่เด็กชายเปิ่นได้ฉายความเป็นนักเลงจริง เป็นคนจริงให้เห็น เพราะการอยู่ในดงนักเลงที่เป็นคนจริง จะต้องเป็นคนจริงไปด้วยโดยปริยาย
          เมื่อถึงจุดนี้ผู้ชายไทยใจนักเลงทุกคนจึงต้องหาอาจารย์ศึกษาในทางด้านไสยเวทเพื่อไว้ป้องกันตัวเองบ้าง เพื่อเป็นการเสริมสร้างบารมีให้แก่ตนเองบ้าง เด็กชายเปิ่นจึงต้องขวนขวายหาครูบาอาจารย์ผู้เรืองเวทวิทยาคม เพื่อศึกษาหาวิชามาไว้ป้องกันตัวเอง ได้เวทมนตร์คาถาเอามาท่องจำเป็นอย่างนี้อยู่ตลอด จนกระทั่งได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแดง แห่งวัดทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ศิษย์เอกของหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน พระคุณเจ้าเก่งพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะเก่งกล้าเป็นอย่างมากทางด้านกัมมัฏฐานและไสยเวท นี่เองคือจุดเริ่มความเก่งกาจของเด็กชายเปิ่น ในเวลานั้นหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก ท่านเสมือนจะทราบว่า เด็กชายเปิ่นคนนี้มีแววแห่งผู้ขมังเวทย์อย่างแน่นอน อีกทั้งจิตอันใสบริสุทธิ์สะอาด ผนวกกับเป็นคนจริง ท่านจึงได้ถ่ายทอดในสายวิชาของท่านพร้อมวิชาไสยเวทต่าง ๆ ให้กับเด็กชายเปิ่นทุกอย่างที่สอนได้ ด้วยความที่ตนเองใฝ่หาทางนี้โดยตรง ความรู้ที่หลวงพ่อแดงมอบให้ เด็กชายเปิ่นได้รับไว้อย่างมากมาย ที่สำคัญในช่วงนั้นนั่นเองที่เด็กชายเปิ่นเติบโตขึ้นเป็นนายเปิ่นแล้วได้พบเจอกับเพื่อนที่มีความอยากรู้ อยากเรียน อยากทราบในสายไสยเวทเหมือนกัน จึงเป็นที่ถูกคอกันยิ่งนัก ซึ่งต่อมาเพื่อนคนนี้ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนานามว่า "หลวงพ่อจำปา" (มรณภาพแล้ว) เจ้าอาวาสวัดประดู่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
          นายเปิ่น ศึกษาวิชากับหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก อยู่จนถึงเวลาที่ครอบครัวย้ายกลับสู่ถิ่นฐานเดิมคือตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมอีกครั้ง ซึ่งพอดีถึงเวลาอายุครบเกณฑ์ทหาร ในสมัยนั้นการเกณฑ์ทหารแบ่งออกเป็นสองอย่าง คือทหารประจำการ กับทหารโยธา การเข้าเกณฑ์ทหารในครั้งนั้น นายเปิ่นได้ถูกคัดเลือกให้เป็นทหารโยธา ผลัดที่ ๒ แต่นายเปิ่นก็ไม่ได้เป็นทหารรับใช้ชาติ เพราะทางการประกาศยุบเลิกทหารโยธาเสียก่อน จึงต้องช่วยพ่อแม่ทำนาเรื่อยมา  สมัยนี้เองที่นายเปิ่นได้รับการถ่ายทอดวิชาสักยันต์อันเกรียงไกร จากหลวงพ่อหิ่ม อินฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระ
          หลวงพ่อหิ่ม อินฺทโชโต หากเทียบกันในเรื่องไสยเวทคาถา จัดได้ว่าไม่เป็นสองรองใคร เพียงแค่ท่านเพ่งกระแสจิตเท่านั้น แม้จะมีอันตรายใด ๆ ก็ตามไม่สามารถกล้ำกรายเข้ามาได้ อีกทั้งเรื่องยาสมุนไพรรักษาโรค ที่อื่นหมดทางที่จะรักษาให้หายได้ แต่เมื่อได้มากราบนมัสการขอความเมตตาจากท่าน ท่านจะปรุงยาให้ไปต้มรับประทาน ก็หายได้เหมือนปาฏิหาริย์ คาถาอาคมต่างๆ ตลอดยาสมุนไพร ที่หลวงพ่อท่านรักและเมตตาศิษย์คนนี้เป็นพิเศษ วิชาการต่าง ๆ ท่านจึงถ่ายทอดให้โดยไม่ปิดบัง
          เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์  เป็นเพราะในช่วงที่เป็นหนุ่มแน่นนายเปิ่นเข้าออกวัดบางพระทุกครั้งขณะที่ว่างจากงาน  ใกล้ชิดกับวัดมากและดีที่สุดจนเมื่อถึงเวลาหนึ่งซึ่งนายเปิ่นคิดไปว่าควรจะบวชเรียนเพื่อศึกษาในสายวิชาที่ได้ศึกษามานั้นอย่างจริงจัง  ซึ่งวิชาดังกล่าวจะให้ได้ผลอย่างจริงจังจิตใจจะต้องนิ่งสงบไม่มีทางใดดีกว่านอกจากบวชเรียนเท่านั้น  จึงขออนุญาตคุณพ่อและคุณแม่ว่าอยากจะบวช ซึ่งทั้งสองท่านต่างก็มีความยินดีมีความปลื้มอกปลื้มใจที่ลูกมีจิตศรัทธาจะบวชเรียนในพระพุทธศาสนานอกจากจะได้รับอานิสงส์จากการบวชของลูกแล้วก็ยังเป็นการ
ที่ลูกจะตอบแทนพระคุณตามโบราณกาลที่ถือเนื่องกันมาโดยลำดับ
          ดังนั้นวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน จึงเข้าสู่บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
          บรรพชา  วันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน ณ พัทธสีมาวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เจ้าอธิการหิ่ม อินทโชโต เป็นพระอุปัชฌาย์
 อุปสมบทวันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน ณ พัทธสีมาวัดบางพระตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เจ้าอธิการหิ่ม  อินฺทโชโต   เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองอยู่  ปทุมรัตน   เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เปลี่ยน  ฐิตฺธัมโม   เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้นามว่า "พระฐิตคุโณ"
          เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ตามหน้าที่ของพระนวกะ ว่างจากงานก็ปรนนิบัติพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านชราภาพมากแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้ศึกษาวิชาการต่าง ๆ จากท่านด้วย ท่านก็ได้ให้ความเมตตาอนุเคราะห์สงเคราะห์ให้ด้วยดี ที่สำคัญของพระปฏิบัติก็คือกัมมัฎฐาน จิตใจเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่สุด เวทมนต์คาถาจะขลังหรือศักดิ์ก็เพราะจิต ด้วยเหตุดังกล่าวหลวงพ่อจึงเน้นการปฏิบัตินี้มาก และได้ฝึกหัดให้ชำนาญ ยิ่งกว่านั้นท่านยังได้รับถ่ายทอด อักขระโบราณ เป็นรูปแบบยันต์ต่าง ๆ การลงอาคมคาถา ตามทางเดินของสายพระเวทย์ กล่าวกันว่าอักขระที่หลวงพ่อเปิ่นลงหรือเขียนนั้น สวยงามมีเสน่ห์เป็นยิ่งนัก ในช่วง ๔ ปีกว่า ที่อยู่รับใช้ และเล่าเรียนวิชาอาคมต่าง ๆ จากหลวงพ่อหิ่ม ก็รู้สึกภูมิใจมากที่ไม่เสียทีได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาทำให้รู้และเข้าใจในวิชาการต่างๆ และอยู่ปรนนิบัติจนถึงกาลที่หลวงพ่อหิ่มละสังขาร (มรณภาพ) ซึ่งนับเป็นศิษย์องค์สุดท้ายที่ได้อยู่ปรนนิบัติหลวงพ่อ
          อย่างไรก็ดี การศึกษาเล่าเรียนใด ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แม้นได้รับจากหลวงพ่อหิ่มมาก็ยังไม่อิ่มในรสแห่งพระธรรม เสร็จจากงานฌาปนกิจศพของหลวงพ่อหิ่มแล้ว ก็ตั้งใจจะแสวงสัจจะธรรมต่อไปอีก จึงเข้าไปกราบลาหลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน์ พระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธมฺโม พระอนุสาวนาจารย์ เพื่อเดินธุดงค์วัตรแสวงหาธรรมเพิ่มต่อไป พระอาจารย์ทั้งสองต่าง ก็พลอยยินดีและอนุโมทนาในการที่จะปฏิบัติธรรมเพิ่มยิ่ง ๆ ขึ้นไป
          เมื่อได้รับอนุญาตจากอาจารย์ทั้งสองแล้ว ได้ทราบข่าวกิตติศัพท์เล่าลือว่าที่ "วัดบางมด"เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร "หลวงพ่อโอภาสี" (พระมหาชวน) ได้อบรมแนะนำสั่งสอนพระกัมมัฎฐาน ได้มีผู้สนใจเข้าไปสมัครเป็นศิษย์กันมาก หลวงพ่อจึงได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ จะเป็นด้วยบุญบารมีที่เคยได้ร่วมกันมาแต่อดีตหรืออย่างไรไม่ทราบ หลวงพ่อโอภาสี เมื่อได้ทราบเจตนาดังนั้น ยินดีต้อนรับและสั่งให้พระจัดสถานที่ให้
          ธรรมมะที่ หลวงพ่อโอภาสี แนะนำสั่งสอน ท่านจะเน้นให้ตัดทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ปล่อยวาง อย่ายึดถือ โดยเฉพาะศัตรูสำคัญคือขันธ์ ๕ ให้พิจารณาแยกออกเป็นธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เห็นแจ้งชัด ละอุปาทานที่มีอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นจริงดังกล่าวแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่มีอยู่จะเบาบางไป สัจจะคือความจริง ได้แก่อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ และอนัตตา ความไม่มีตัวตนก็จะปรากฏขึ้น ได้อยู่ศึกษาและปฏิบัติกับหลวงพ่อโอภาสี ท่านได้เล่าประสพการณ์ต่าง ๆ ที่ท่านได้ผจญมา และบอกว่ายังมีอาจารย์เก่ง ๆ และดี ๆ อีกเยอะ ในเมืองไทยได้อยู่รับใช้และศึกษาปฏิบัติกับหลวงพ่อโอภาสีเป็นเวลา ๑ ปีเศษก็กราบลาเพื่อออกธุดงค์วัตรต่อไป
          เมื่อกราบลา หลวงพ่อโอภาสี จุดหมายปลายทางจะไปทางภาคเหนือก่อน เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่า ทางภาคเหนือของประเทศไทยนี้ มีพระอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบเป็นจำนวนมาก ความไม่อิ่มในธรรม และใคร่จะได้ศึกษาปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้น พบอาจารย์ที่ไหน ก็จะเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาธรรมจากท่าน เจริญสมณะธรรม อาศัยอยู่ในป่า ตามถ้ำ ตามหุบเขาต่าง ๆ สิ่งแรกที่ได้รับคือ ความกลัวหมดไป ประการที่สอง ได้กายวิเวก ประการที่สาม จิตวิเวกจะเกิดขึ้นผลที่สุดนิรามิสสุขก็จะตามมา
          สถานที่ออกเดินธุดงค์วัตรอาทิเช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ได้ท่องเที่ยวเจริญสมณธรรมทางภาคเหนือเป็นเวลา ๒ ปีเศษก็คิดอยากจะเดินทางลงทางใต้บ้าง
          ทางภาคใต้มีภูมิประเทศ อากาศและธรรมชาติสวยงาม ร่มรื่นเย็นสบายดีมาก ทิวทัศน์ชายทะเล ป่าเขาลำเนาไพรไม่แพ้ทางภาคเหนือ ได้เดินทางไปพักและเจริญสมณะธรรมตามที่ต่าง ๆ มีปัตตานี ยะลา นราธิวาส และย้อนกลับขึ้นมาที่สุราษฎร์ธานี ได้กราบนมัสการ "หลวงพ่อพุทธทาส"แห่งสวนโมกข์ และ "หลวงพ่อสงฆ์" วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย
          เมื่อเดินทางจากภาคใต้แล้ว ก็ใคร่อยากจะเดินทางไปทางทิศตะวันตก จุดหมายปลายทางคือจังหวัดกาญจนบุรี ตามกิตติศัพท์เล่าลือ ณ สถานที่นี้มีผู้แสวงหาสัจจะธรรม และความวิเวก และอาจารย์เก่ง ๆ ก็มีมาก ถ้าโอกาสดีอาจจะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสพการณ์ได้ไม่มากก็น้อย
          ช่วงนี้นี่เองที่ชีวประวัติ"หลวงพ่อเปิ่น"ได้หายไป ทราบเพียงว่าท่านได้จาริกธุดงค์ข้ามขุนเขาตะนาวศรี เข้าสู่เมืองมะริด เข้าสู่บ้องตี้เซซาโว่เกริงกาเวีย ซึ่งป่าแถบนั้นเป็นป่าที่ซ่อนอาถรรพ์ลี้ลับนานาประการเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากสัตว์ อันตรายจากสิ่งลี้ลับมนต์ดำแห่งป่า สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้หลวงพ่อเกิดความหวาดกลัวแต่ประการใด ตรงกันข้ามท่านกลับมุ่งความตั้งใจจะเข้าสู่แดนลี้ลับนี้ให้ได้
          ณ ป่านี้นี่เองที่พระธุดงค์วัตรหายไปอย่างลึกลับ มีมามากแล้วจะเป็นด้วยไข้ป่า ผีป่า นางไม้ วิญญาณร้ายต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือสัตว์ร้ายนานาชนิด โดยเฉพาะ "เสือสมิง" ที่แห่งนี้จะมีตำนานเล่าขานกันมาตั้งแต่บรรพกาลของเสือร้ายที่สามารถกลับแปลงร่างเป็นมนุษย์ หรือมนุษย์ที่ศึกษาวิชาทางด้านนี้ จนสามารถกลับกลายร่างของตนเองเป็นเสือสมิงไป และไม่ได้กลับร่างเป็นคนได้อีก เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ในสายวิชาเร้นลับวิชาหนึ่ง ในส่วนหลวงพ่อเปิ่นท่านไม่ได้ประหวั่นพรั่นพรึงในส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย จะเป็นด้วยเพื่อจะทดลองวิชาที่ได้เล่าเรียนมาว่าจะขลังหรือศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ จิตของท่านสงบนิ่งไม่ได้กลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย
          ช่วงนี้ข่าวคราวของท่านเงียบหายไปอย่างสนิท มีเพียงจากคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าเจอท่านบ้าง ชาวเขา ชาวป่า พวกกะเหรี่ยง บอกว่าเจอท่าน และท่านได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวป่าชาวเขาเหล่านี้ 
กระทั่งปลายปี พ.ศ.๒๕๐๔  บ่ายแก่ของวันหนึ่ง พระธุดงค์วัยเกือบสี่สิบมาปักกลดอยู่ชายทุ่ง ใกล้กับวัดทุ่งนางหรอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี พระธุดงค์องค์นี้ได้สร้างศรัทธาให้แก่ชาวบ้านอย่างมากมาย ทั้งปฏิปทาที่เคร่ง ทั้งสายวิชาพระเวท ทั้งยาสมุนไพรช่วยเหลือชาวบ้าน ยิ่งเกิดศรัทธาอันสูงสุดของชาวบ้านที่พุ่งตรงสู่พระธุดงค์รูปนี้ "หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ " คือองค์พระธุดงค์องค์นั้น
          ประจวบกับวัดทุ่งนางหลอก ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มีเจ้าอาวาสมีเพียงพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่สองสามรูป จนจะกลายเป็นวัดร้างอยู่แล้ว ชาวบ้านจึงเห็นพ้องต้องกันว่าผู้ที่จะช่วยพัฒนาวัดทุ่งนาวัดนางหลอกให้กลับมาคืนมาอีกครั้ง คือองค์พระธุดงค์องค์นี้ จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์หลวงพ่อเปิ่น ให้ช่วยพัฒนาวัดและเสนาสนะต่างๆ ให้ดีขึ้นเหมือนเดิมและให้หลวงพ่ออยู่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน เป็นที่พึ่งทางใจของพวกเขาต่อไป
          ด้วยความเมตตาธรรม และเห็นว่าพอจะช่วยได้ หลวงพ่อจึงรับนิมนต์จะช่วยเป็นผู้นำให้ ท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถของท่านทุกวิถีทาง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาวบ้านทั้งหลายที่มีความเดือดร้อน เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณ และพระคาถาอาคมต่าง ๆ ที่จำเป็น ชาวบ้านทั้งหลายต่างมีความชื่นชมศรัทธาเลื่อมใสท่านมากยิ่งขึ้น
          เพียงระยะเวลาไม่นานที่หลวงพ่อมาสงเคราะห์ การกระทำและการพัฒนาวัดต่างก็ได้ให้ความร่วมมือสามัคคีดีมาก งานยากก็กลายเป็นงานง่าย เมื่อต่างก็ร่วมมือและมีความสามัคคีกันเช่นนี้ ในการพัฒนาวัดก็เจริญรุ่งเรืองไปอย่างรวดเร็ว แปลกหูแปลกตาทันตาเห็น เปรียบเหมือนเทวดามาโปรด จึงทำให้ชื่อเสียง"หลวงพ่อเปิ่น"เป็นที่เล่าลือของชาวบ้านกว้างขวางออกไป จากคำบอกเล่าปากต่อปาก ประจวบกับจริยาวัตรอันงดงามของท่าน มีวิชาแพทย์แผนโบราณ บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับทุกคนที่มีความเดือดร้อน รวมทั้งมีวิชาอาคมที่เป็นเลิศ ภายในระยะเวลาไม่ถึง ๒ ปี วัดทุ่งนางหรอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในช่วงดังกล่าว ท่านเกิดป่วยกระทันหัน จำเป็นต้องเข้ามารักษาตัวในเมือง ท่านจึงได้กลับมารักษาตัวที่วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ตั้งใจไว้ว่าเมื่อหายป่วยดีแล้วก็จะกลับไปพัฒนาส่วนอื่นที่จะต้องทำอีกต่อไป
          สู่วัดโคกเขมา  เมื่อหายป่วยดีแล้ว ก็ตั้งใจจะกราบลาพระอาจารย์เพื่อเดินทางกลับไป ประจวบเหมาะกับที่ชาวบ้านวัดโคกเขมา มาขอพระจากพระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธัมโม ไปเป็นเจ้าอาวาสเพื่อพัฒนาวัด
          พระอาจารย์เปลี่ยน ท่านได้บอกชาวบ้านโคกเขมาว่า ดีแล้ว ศิษย์ของฉันเขาไปธุดงค์ เผอิญไม่สบายกลับมารักษาตัว หายดีแล้ว ก็จะกลับไปพัฒนาวัดทุ่งนางหรอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรีอีก ฉันเองก็ไม่อยากจะให้เขาไปไกล คิดถึงเขา ฉันจะให้เขาไปช่วยพัฒนาวัดโคกเขมาให้รับรองว่าไม่ผิดหวัง ศิษย์โปรดของ"หลวงพ่อหิ่ม" ชาวบ้านเมื่อได้ทราบเช่นนั้น พากันปลื้มอกปลื้มใจไม่ผิดหวังแน่นอน กิตติศัพท์"หลวงพ่อหิ่ม"ก็เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ว่าแน่แค่ไหน จึงกราบอาราธนาให้ท่านไปช่วยสงเคราะห์พัฒนาด้วย ท่านก็ยินดีรับด้วยความเต็มใจ เพื่อฉลองพระคุณของพระอาจารย์ที่ได้ช่วยเหลือมาตลอด
          คณะสงฆ์ในตำบลแหลมบัว ออกประกาศและแต่งตั้งให้ "หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ" เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๙ และนี่เป็นจุดแห่งบุญญาบารมีและชื่อเสียงของ"หลวงพ่อเปิ่น"
          เมื่อเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา หลวงพ่อเปิ่น ได้เริ่มพัฒนาวัด ก่อสร้างเสนาสนะ ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เกิดด้วยแรงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ "หลวงพ่อเปิ่น" ในเวลานั้น และที่วัดโคกเขมานี่เอง "หลวงพ่อ" ได้สร้างพระเครื่องเป็นครั้งแรก ปัจจุบันพระเครื่องรุ่นนี้ของวัดโคกเขมาหายากมาก เพราะเป็นพระเครื่องที่มีประสบการณ์ สร้างอภินิหาริย์ให้ผู้เช่าบูชาได้ประจักษ์ หลังจากรุ่นรูปหล่อเนื้อทองแดงของท่านแล้ว พระเครื่องและวัตถุมงคลต่าง ๆ จากวัดโคกเขมาจึงออกมาอีก เพื่อให้ศิษย์และประชาชนทั่วไปได้เช่าหาบูชากัน เพื่อนำเงินบำรุงพัฒนาวัด
          ที่วัดโคกเขมา หลวงพ่อเปิ่น ออกพระเครื่องทั้งเนื้อผง(สมเด็จ) ทั้งรูปหล่อ ทั้งเหรียญพระบูชา(พระสังกัจจายน์) ทุกอย่างทุกองค์ที่หลวงพ่อสร้างมีค่ายิ่งสำหรับชาวบ้านที่รับไป
          ทางด้านการปฏิบัติธรรม ทางด้านไสยศาสตร์ หลวงพ่อถือเคร่งในวัตรปฏิบัติจนเป็นที่เลื่อมใสแก่ผู้ที่มากราบไหว้พบเห็น และนั่นเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ชื่อหลวงพ่อขจรไกลไปทั่วแคว้น จึงไม่แปลกใจเลยว่า ที่กุฏิหลวงพ่อมีศิษยานุศิษย์มากันเนืองแน่นโดยไม่ขาดสาย
          อีกอย่างที่กล่าวขานกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น จวบจนปัจจุบันตั้งแต่วัดโคกเขมาเป็นต้นมา นั้นคือ "การสักยันต์" แน่ละหากกล่าวถึง "หลวงพ่อเปิ่น"ในหมู่ของชายฉกรรจ์ ตั้งแต่อดีตมา หากเป็นสมัยท่านแล้วละก็ ก็ต้องยกนิ้วให้กับหลวงพ่อ ในเรื่องไสยศาสตร์ เวทมนตร์คาถาที่ส่งลงสู่ร่างกายของชายชาตินักสู้ในรูปแบบเฉพาะของท่านเอง ทุกอย่างสมบูรณ์เพียบพร้อมถึงขนาดลงข่าวที่ว่าแม้สิ้นชีพไปแล้ว มีดผ่าตัดยังไม่สามารถเฉือนเนื้อลงได้เลย
 หลวงพ่อเปิ่น ในสมัยที่ท่านยังมิได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์ หลวงพ่อเปิ่น ท่านลงมือสักลงอักขระเวทด้วยองค์ท่านเอง มาภายหลังหลวงพ่อได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการสักให้แก่ศิษย์เป็นองค์สักแทน แล้วหลวงพ่อเพียงทำพิธีครอบให้เท่านั้น
          เรื่องการสักยันต์ของหลวงพ่อเปิ่นกล่าวเพียงบทสรุป ว่าชอบ เสือ ด้วยเหตุผลที่บอกเพียงสั้น ๆ แก่ศานุศิษย์ว่า เสือเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ เพียงเสียงคำรามของเสือ สัตว์ทั้งหลายก็สงบเงียบ กลิ่นของเสือ สัตว์ทั้งหลายเมื่อรับสัมผัสจะยอมในทันที หลีกทันก็ต้องหลีก จัดอยู่ในมหาอำนาจ เสือรูปร่างสง่างาม เต็มไปด้วยอำนาจบารมี จัดอยู่ในมหานิยม ที่สำคัญ"หลวงพ่อเปิ่น" เคยประจันหน้ากับเสือมาแล้ว กลางป่าลึก ระหว่างธุดงค์วัตรแถวป่าใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี จึงเกิดความประทับใจตั้งแต่นั้นมา ช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา อันเป็นเวลาที่เจริญรุดหน้าขึ้นอย่างสูง
          ในส่วนของวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมื่อหลวงปู่หิ่ม อินฺทโชโต มรณภาพลงและหลวงพ่อเปิ่นออกจาริกแสวงธรรม ทางวัดบางพระเงียบเหงาลง ต่อมา"หลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน์" พระกรรมวาจาจารย์ของหลวงพ่อเปิ่นได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่หิ่ม จนมรณภาพลงในปี พ.ศ.๒๕๑๖ เจ้าอาวาสวัดบางพระ จึงว่างลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน ไปกราบอาราธนาหลวงพ่อเปิ่นให้กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ซึ่งในตอนแรกหลวงพ่อไม่ยอมมาด้วยสาเหตุว่าไม่มีใครดูแลวัดโคกเขมา ซึ่งเป็นเหมือนกับวัดที่ท่านสร้างขึ้นมาใหม่ ภาระและความรับผิดชอบยังอยู่ที่ท่าน
          ในส่วนของญาติโยมชาวโคกเขมานั้น เคารพรักให้ลวงพ่อเป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเทียบเสมือนว่าตัวท่านเป็น น้ำทิพชะโลมใจ ท่านเป็นศูนย์รวมพลังศรัทธา เป็นพระนักพัฒนาที่สร้างแต่ความเจริญรุ่งเรือง
          ญาติโยมฝ่ายวัดบางพระ ก็ไม่ได้สิ้นความพยายาม เพียรกราบอาราธนาให้ท่านกลับมาพัฒนาวัดบ้านเกิดของท่านเอง ให้กลับคืนเหมือนเดิม เพราะชาวบ้านทั้งหลายได้ร่วมพิจารณากันแล้วนอกจากท่านแล้วไม่มีใครที่จะทำให้วัดกลับมาเป็นดังเดิมได้ วัดบางพระมีแต่จะทรุดลงไปเรื่อย ๆ ผลที่สุดท่านก็ยอมที่จะมา แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องหาพระมาดูแลวัดโคกเขมาให้ได้ก่อน ท่านจึงจะยอมกลับวัดบางพระ
          ในครั้งนั้น กล่าวกันว่าชาววัดโคกเขมา เมื่อทราบว่าหลวงพ่อเปิ่นท่านจะต้องกลับไปพัฒนาวัดบางพระซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน เสียดายก็เสียดายทำอย่างไรได้เมื่อเหตุมันเกิดก็ต้องยอมแต่ยังอุ่นใจอยู่ว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นไปกราบปรึกษาหารือท่าน ก็คิดว่าจะได้รับคำแนะนำที่ดีมีประโยชน์ บางทีท่านอาจจะลงมือมาช่วยได้อีก
 ในที่สุดหลวงพ่อเปิ่น ท่านก็กลับมาพัฒนาวัดบางพระ สมเจตนาของชาวบ้าน นั่นคือการจบชีวิตการธุดงค์ของหลวงพ่อเปิ่น ถนนแห่งชายฉกรรจ์ผู้มีเลือดนักสู้ในหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือ ผู้ที่ทำงานเสี่ยงกับอันตรายนานาประการ ต่างก็มุ่งตรงยังวัดบางพระ เพื่อนำวัตถุมงคลที่หลวงพ่อประสิทธิ์ประสาทไว้กับตัวเอง ด้วยเหตุนี้เอง เท่ากับเป็นการนำพาความเจริญทั้งหลายมาสู่ถิ่นตามลำดับจนถึงปัจจุบัน
 หลวงพ่อเปิ่น เข้ารับภาระในวัดบางพระเวลานั้น นับเนื่องแล้วเป็นการพัฒนาที่หนักเอาการ ก่อนอื่นจัดระเบียบของวัดให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน ได้แก่การจัดเขตพุทธาวาส และสังฆาวาสให้อยู่เป็นสัดส่วน เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในเวลานั่น เขตพุทธาวาสและสังฆาวาสยังคละเคล้าปะปนกันอยู่ ไม่เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้มาพบเห็น
          หลังจากได้วางโครงการเรียบร้อยแล้ว ให้เอาเขตสังฆาวาสทั้งหมดไปรวมอยู่ทางด้านหลัง ส่วนข้างหน้าให้เป็นเขตพุทธาวาสได้แก่โบสถ์ ศาลาการเปรียญ มณฑปพระพุทธบาท มณฑปบูรพาจารย์ ฯลฯ เป็นต้น
          ในวันที่   ๒๕  เดือน  สิงหาคม  พ.ศ.๒๕๑๘    อาศัยอำนาจตามความในข้อ   ๒๓    แห่งกฎมหาเถรสมาคม   ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๐๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ จึงแต่งตั้งให้ พระใบฎีกาเปิ่น ฉายา ฐิตคุโณ อายุ ๕๓ พรรษา ๒๗ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีหน้าที่และอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ โดยมี เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ประทับตราประจำตำแหน่ง
          หลังจากได้วางโครงการแยกแยะส่วนต่างๆ แล้ว หลวงพ่อเปิ่น ได้ย้ายและสร้างกุฏิสงฆ์ เพื่อให้พอกับพระที่อยู่จำพรรษา และพัฒนาวัดมาโดยตลอดอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการพัฒนาวัด และพร้อมด้วยจริยาวัตรอันงดงาม ปลูกศรัทธาปสาทะของผู้พบเห็น บำเพ็ญในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างสูง และด้วยการที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ทางคณะสงฆ์และทางราชการเห็นความสำคัญ จึงได้ประกาศเกียรติคุณความดีให้ปรากฏเป็นอนุสรณ์ตลอดมา
          ในวันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ ให้พระฎีกาเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม เป็น "พระครูฐาปนกิจสุนทร" ช่วงนี้นี้เองที่วัดมีการออกพระเครื่องและวัตถุมงคล เพื่อทดแทนในน้ำใจแห่งศรัทธาที่ศิษยานุศิษย์และชาวบ้านได้ร่วมกันในการพัฒนาวัดบางพระนั่นเองฯ
          ในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์จาก พระครูฐาปนกิจสุนทร เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เป็น "พระอุดมประชานาถ"
          ด้วยการพัฒนาวัดและชุมชนมาโดยตลอด ทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ถวายปริญญาบัตร พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์ ณ วันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ แก่องค์หลวงพ่อ แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อได้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ของประชาชนโดยแท้ ท่านไม่ทิ้งธุระทางการศึกษา พัฒนาสาธารณะประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษาไว้มากเพื่อเป็นแนวทางแก่พระภิกษุ - สามเณรในพระพุทธศาสนา
          หลวงพ่อเปิ่น ท่านได้มองถึงประโยชน์ของการศึกษาถึงวัฒนธรรมความเจริญของท้องถิ่นแห่งนี้เมื่อสมัยก่อน ในการที่จะพัฒนาบุคคลให้มีความรู้คู่คุณธรรมและมีจิตสำนึกรักภูมิลำเนาของตนโดยที่ท่านได้วางการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ตั้งใจจะสร้างไว้นานแล้ว เพื่อเป็นที่รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้าน และของเก่าแก่ของแถบลุ่มน้ำนครชัยศรี บริเวณตำบลบางแก้วฟ้านี้ ที่เมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งที่มีการติดต่อค้าขายกัน มีชาวบ้านอยู่มากมาย เป็นแหล่งรวมสรพวิชาความรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ ซึ่งสามารถดูได้จากโบสถ์เก่าสมัยอยุธยาตอนปลาย เรือสำเภาโบราณที่มีเจดีย์เล็ก ๆ บนเรือนั้น ส่วนวิชาความรู้ต่าง ๆ ในสายพระเวทคาถา ท่านเองได้ศึกษามามากจากหลวงปู่หิ่ม (พระอุปัชฌาย์) หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อแดงวัดทุ่งคอก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เป็นต้น และออกฝึกปฏิบัติทางจิตตามแนวทางในพระพุทธศาสนาเพื่อให้รู้ถึงสภาวธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตของตน โดยปฏิบัติธุดงค์วัตรในสถานที่ต่าง ๆ ท่านเองเป็นตัวอย่างของพระนักศึกษาทั้งทางรูปธรรม และนามธรรมอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งสามารถนำวิชาความรู้ต่าง ๆ มาช่วยเหลือชี้นำแนวทางและพัฒนาจิตใจแก่พุทธศาสนิกชนได้ หลวงพ่อเองเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตาต่อผู้ที่มาหาท่าน รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณวัดบางพระ
          หลวงพ่อเปิ่น ได้ฝากปริศนาธรรมต่างๆ โดยการปฏิบัติ และสร้างสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งรูปธรรม - นามธรรม หลายต่อหลายอย่างซึ่งปรากฏแก่ผู้ที่ใกล้ชิดท่าน อันพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งได้ระลึกเสมอว่าสังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาได้ยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ตามพระวาจาที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครั้งสุดท้าย หลวงพ่อมีศีล และจริยวัตรอันงดงาม ในขณะที่ธาตุสี่ ขันธ์ห้ายังประชุมอยู่ ถือได้ว่าเป็นพระแท้ที่หาได้ยากในยุคนี้
          ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๕๕ น. ณ โรงพยาบาลศิริราช หลวงพ่อเปิ่น ได้ละสังขารด้วยอายุ ๗๙ ปี ๕๔ พรรษา ยังความอาลัย เศร้าโศก เสียใจแก่ปุถุชนจิต แต่ได้แสดงให้เห็นถึงมรณัสสติแก่ศิษยานุศิษย์ คุณงามความดีที่ท่านได้กระทำไว้ในพระพุทธศาสนามากมาย จะเป็นตำนานแห่งแผ่นดินไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เป็นเครื่องเตือนสติให้พุทธศาสนิกชนได้รู้จักและปฏิบัติสืบสานกันต่อไป.

เหรียญพระรัตนธัชมุนี ด้านหลังพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช พศ. 2523


เหรียญพระรัตนธัชมุนี (ท่านเจ้าคุณม่วง) พ.ศ.2523
พระรัตนธัชมุนี หรือท่านเจ้าคุณม่วง วัดท่าโพธิ์ เป็นบุคคลสำคัญ ต่อพระศาสนาและการศึกษาในภาคใต้ ท่านได้สร้างประโยชน์มากมายทางด้านการศึกษาและพัฒนาบ้านเมือง คุณประโยชน์แก่พระศาสนา ท่านเป็นผู้นำจัดการศึกษาในภาคใต้ ท่านเจ้าคุณม่วง เป็นที่เคารพของคนจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใต้ ดังสีประจำจังหวัดของนครศรีธรรมราช ก็ใช้ "สีม่วง" เพื่อระลึกถึงท่านและเป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งอย่างท่าน พระรัตนธัชมุนี หรือท่านเจ้าคุณม่วง วัดท่าโพธิ์
ท่านเจ้าคุณม่วง หรือพระรัตนธัชมุนี อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองนามองค์หนึ่งในสมัยของรัชกาลที่ 5เจ้าคุณม่วงผู้ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญยิ่งในด้านการสร้างคุณประโยชน์แก่พระศาสนา การศึกษาและการพัฒนาบ้านเมือง โดยเป็นผู้ริเริ่มและบุกเบิกการศึกษาของภาคใต้ และวางรากฐานการศึกษาจนเจริญมาตราบเท่าทุกวันนี้
ชาติภูมิของท่านเจ้าคุณม่วงเป็นชาวบ้านเพิง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เกิดเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2396 ได้เริ่มศึกษาพระปริยัติธรรมมาตั้งแต่ยังเป็นสามเณร และเข้าอุปสมบทที่วัดท่าโพธิ์ โดยมีพระครูการาม (จู) เจ้าอาวาสในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้อยู่จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ตลอดมาจนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อ จากพระครูการาม(จู)
ปี พ.ศ.2432 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จตรวจการพระศาสนาในหัวเมืองภาคใต้ เจ้าคุณม่วงได้เข้าเฝ้าหลายครั้ง และมีความเลื่อมใสในพระองค์มาก จึงทูลขอตามเสด็จมาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ โดยโปรดให้พักอยู่ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม และบวชแปลงจากมหานิกายมาเป็นธรรมยุตนิกาย ต่อมาเมื่อสอบไล่แปลพระปริยัติธรรมได้เปรียญ 4 ประโยคแล้ว เจ้าคุณม่วงจึงลากลับไปอยู่วัดท่าโพธิ์ตามเดิม
ปี พ.ศ.2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองภาคใต้ และได้แวะประทับ ณ เมืองนครศรีธรรมราช เจ้าคุณม่วงซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระมหาได้เข้าเฝ้าหลายครั้งด้วยกัน เมื่อทรงทราบว่าเป็นผู้เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติและพระธรรมวินัย ประกอบกับว่าเป็นสหชาติ (เกิดปีเดียวกัน) จึงทรงตั้งให้เป้นพระราชาคณะที่ “พระศิริธรรมมุนี”
ในปีต่อมา พ.ศ.2442 โปรดเกล้าฯให้เป็นเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช ซึ่งสมัยนั้นมีอาณาเขตตลอดไปถึง จ.ปัตตานี มีหน้าที่อำนวยการศึกษาในมณฑลด้วย ท่านได้จัดการบริหารกิจการคณะสงฆ์และการศึกษาได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่โปรด ปรานของรัชกาลที่ 5 และต่อมาท่านเจ้าคุณม่วงได้เลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้นตามลำดับจนกระทั่งเป็น “พระรัตนธัชมุนี” ในปีพ.ศ.2466 สมัยรัชกาลที่ 6
ผลงานสำคัญของท่านเจ้าคุณม่วงคือ จัดตั้งโรงเรียนราษฎร์ขึ้นที่หอฉันวัดท่าโพธิ์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2434โดยเป็นผู้อำนวยการสอนเอง และมีพระภิกษุจรจากมหามกุฏราชวิทยาลัย กรุงเทพฯมาเป็นครูผู้ช่วย ซึ่งต่อมาได้รับการยกฐานะเป็นโรงเรียนหลวงมีชื่อว่า “โรงเรียนสุขุมาภิบาลวิทยา” แล้วเปลี่ยนมาเป็น เป็น “ศรีธรรมราช” มีฐานะเป็นโรงเรียนตัวอย่างประจำเมืองนครศรีธรรมราช ปัจจุบันคือ “โรงเรียนเบญจมราชูทิศ” นับเป็นโรงเรียนเก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุด และมีรูปหล่อขนาดเท่าองค์จริงของท่านประดิษฐานอยู่
เจ้าคุณม่วงได้ปฏิบิตหน้าที่ผู้อำนวยการศึกษามณฑลนครศรีฯด้วยความเสียสละและ อดทน โดยเดินทางออกตรวจและจัดการโรงเรียนตามอำเภอต่างๆ ของเมืองนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา จะนะ เทพา หนองจิก ตานี ยะหริ่ง และสายบุรีเป็นเวลาถึง 190 วัน จัดตั้งโรงเรียนได้ 21 โรง โดยใช้ทุนจากเงินที่ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนช่วยกันเรี่ยไรบริจาคมาดำเนินการเป็นส่วนใหญ่
สมัยนั้นการคมนาคมเต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยมากจะเป็นการเดินทางด้วยเรือแจวและเรือพาย บางครั้งก็ต้องเดินเท้า บางแห่งเป็นป่าก็ต้องใช้ช้างเป็นพาหนะ หรือไม่ก็ต้องนอนค้างแรมในเรือ แต่ท่านก็ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายมาได้อย่างราบรื่น โดยมีข้าราชการและผู้นำท้องถิ่น ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
นอกจากจะเป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งโรงเรียนฝ่ายสามัญแล้ว ท่านเจ้าคุณม่วง ยังริเริ่มก่อตั้งแผนกวิชาช่างถม ขึ้นที่ โรงเรียนสุขุมาภิบาลวิทยา เป็นโรงเรียนแรก ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเบญจมราชูทิศ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปหัตถกรรมอัมีค่าของท้องถิ่นให่มีอายุยืนยาว สืบไป สละเงินนิตยภัตของท่านเป็นเงินเดือนครูและค่าใช้จ่ายอื่นๆ จนกระทั่งทางราชการได้รับช่วงไปเป็นโรงเรียนหลวงประเภทวิสามัญ
ด้วยเหตุที่ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ต่อการพระศาสนา การศึกษา และสังคมไว้อย่างมาก รวมทั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ที่ให้การอุปสมบทกุลบุตรไว้มากมายจึงทำให้มีลูก ศิษย์และผู้เลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก ดังนั้น ในปี พ.ศ.2476 ซึ่งท่านมีอายุครบ 80 ปี บรรดาศิษย์จึงพร้อมใจกันจัดงานทำบุญอายุ และสร้างล็อกเกต และเหรียญที่ระลึกเป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นเหรียญเพียงรุ่นเดียวที่สร้างในสมัยที่ท่านเจ้าคุณม่วงยังมีชีวิตอยู่
เหรียญเจ้าคุณม่วง นี้นับเป็นเหรียญนิยมเหรียญหนึ่งของ จ.นครศรีธรรมราช สภาพสวยๆ เล่นหากันหลายหมื่น ลักษณะเป็นรูปอาร์ม หูในตัว ปลุกเสกโดยเสกโดยเกจิดังสมัยนั้นหลายท่าน อาทิ พระครูกาแก้ว วัดหน้าพระธาตุ พระครูกาชาด วัดใหญ่ พ่อท่านซัง วัดวัวหลุง พระครูแก้ว วัดสิชล พระครูวิสุทธิจารี วัดจันพอ ฯลฯ
เจ้าคุณม่วงถึงกาลมรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2477 รวมอายุได้ 82 ปี 62 พรรษา ทรงมำพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้รับงานบำเพ็ญกุศลศพไว้ในพระบรม ราชูปถัมภ์ และพระราชทานโกศโถเป็นเกียรติยศ ในงานพระราชทานเพลิงศพมีประชาชนนับหมื่นมาเข้าขบวนแห่โกศศพจากวัดท่าโพธิไป สู่เมรุสนามหน้าเมืองซึ่งสร้างเป็นกรณีพิเศษ ขบวนแห่นั้นยาวถึง 100 เส้น นับเป็นขบวนที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราชเลยทีเดียว
ท่านเจ้าคุณม่วง เป็นที่เคารพของคนจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใต้ ดังสีประจำจังหวัดของนครศรีธรรมราช ก็ใช้ "สีม่วง" เพื่อระลึกถึงท่านและเป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งอย่างท่าน พระรัตนธัชมุนี หรือท่านเจ้าคุณม่วง วัดท่าโพธิ์

เหรียญหลวงพ่อสุด วัดกาหลง สมุทรสาคร เนื้อทองแดง ตอกโค๊ด หลวงพ่อสุด วัดกาหลง ปี2522


หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หรือ พระครูสมุห์ ธรรมสุนทร บิดาท่านชื่อ นายมาก มารดาท่านชื่อ นางอ่อนศรี ครอบครัวของท่านเป็นชาวนา อำเภอ พนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด
เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษาภาคม 2445 ในสมัย ร.5 ตอนอายุได้ 16 ปี ท่านได้บวชบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกลางพนมไพร อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2461
โดยมีท่านพระครูเม้า เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาได้ท่านพระครูเม้าเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่หลวงพ่อให้ความเคารพนับถืออย่างมาก
เมื่อบวชเณรได้ระยะหนึ่ง หลวงพ่อสุด ท่านได้ออกเดินทางรอนแรมจากร้อยเอ็ดมุ่งเข้าสู่กรุงเทพ เพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรมและวิชาอาคมต่างๆ
เข้าใจว่า ท่านคงจะมาบวชเป็นพระที่วัดกาหลง นี่เอง ทั้งนี้เพราะใน พ.ศ. 2481 ท่านอายุได้ 36 ปี
ท่านได้สอบนักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนวัดกาหลง
ด้านการปกครอง
พ.ศ.2478 เป็นเจ้าอาวาสวัดกาหลง
พ.ศ.2479เป็นเจ้าคณะหมวด
พ.ศ.2484เป็นเจ้าคณะตำบล
พ.ศ.2495เป็นสาธารณูปการอำเภอ
ด้านการศึกษา
พ.ศ.2482เป็นผู้อุปการะโรงเรียนวัดกาหลง
พ.ศ.2485 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม
พ.ศ.2495 เป็นกรรมการการตรวจธรรมสนามหลวง
ด้านสมณศักดิ์
พ.ศ.2490 เป็นพระครูสัญญบัตร ชั้นตรี
พ.ศ.2511 เป็นพระครูสัญญบัตร ชั้นโท
พ.ศ.2517 เป็นพระครูสัญยญบัตรชั้นเอก
หลวงพ่อสุด ถึงแม้ท่านมิใช่คนสมุทรสาคร แต่ชาวสมุทรสาครก็นับถือเคารพรักท่านเป็นอย่างมาก เพราะท่านได้ช่วยเหลือและให้ความเมตตา ท่านจึงเป็นที่รักของลูกศิษย์ลูกหาและชาวสมุทรสาคร
ด้านวิชาศึกษาด้านอาคม (พระอาจารย์ของหลวงพ่อสุด)
1.หลวงปู่เม้า วัดกลางพนมไพร(พระที่บวชให้ท่านในสมัยตอนเป็นเณร)
2.หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบื่อ (สำหรับหลวงพ่อรุ่ง ในปี 2484 หลวงพ่อสุดเป็นเจ้าคณะตำบล หลวงพ่อรุ่งได้จัดเหรียญรุ่นแรกของท่าน
หลวงพ่อสุดได้อยุ่ในการร่วมสร้างเหรียญนี้ด้วยเช่นกัน)
3.หลวงพ่อคง วัดบางกระพล้อม (เป็นพระที่หลวงพ่อสุดนับถือมาก)
หลวงพ่อสุด ท่านเป็นอาจารย์ของ ตี๋ใหญ่ จอมโจรในอดีต และท่านเป็นเจ้าของยันต์ตะกร้อและเสือแผ่นที่ทำให้อยู่ยงกระพันที่โด่งดังมากในสมัยนั้น
ยันต์ตะกร้อ เป็นยันต์ที่ท่านได้ปลุกเสกขึ้นมา เมื่อตอนปลุกเสกนั้นหลวงพ่อท่านได้ลงคาถาอาคมโดยใช้ภาษาขอม เขมร และลาว โดยที่บทสวดที่ท่านสวดมีใจความว่า
“จะกระสุนก็ดี จะไฟก็ดี ก็สามารถจะทำอะไรเนื้อหนัง และกระดูกได้”
ตี๋ใหญ่ มักไปมาหาสู่หลวงพ่อสุดอยู่บ่อยๆ ตี๋ใหญ่มีของดีคือมีผ้ายันต์กับตะกรุดของหลวงพ่อสุดไว้ป้องกันตัว ถึงขนาดถูกตำรวจเป็นร้อยล้อมจับก็ยังสามารถหนีเอาตัวรอดไปได้ จนมีเสียงร่ำลือกันว่าตี๋ใหญ่มีวิชาล่องหนหายตัวได้
มีเรื่องเล่าถึงวันที่ ตี๋ใหญ่เสียชีวิต คือวันนั้นก่อนที่จะหนีไปหลบซ่อนตัว ตี๋ใหญ่สั่งให้ลูกน้องขับรถพามาหาหลวงพ่อสุด ที่วัดกาหลง เพราะต้องการมาขอผ้ายันต์และตะกรุด แต่มาแล้วไม่พบท่าน จึงกลับออกมา ระหว่างที่รถวิ่งออกมาก็โดนถล่มจากตำรวจจำนวนมากทั้งสองข้างทาง 
หลวงพ่อสุด ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ปี 2526 รวมอายุได้ 81 ปี หลังจากที่หลวงพ่อสุดมรณะภาพ มีการเผาศพของท่านได้เป็นข่าวดังทางหน้าหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ
ในเนื้อข่าวน่ากล่าวถึงศพของท่านโดนไฟเผาไหม้ไม่หมด ร่างกายที่เป็นเนื้อหนังกระดูกเผาหมดแล้วแต่กระดูกของท่านยังอยู่ในภาพที่สมบูรณ์มาก ไม่บิ่นหรือแตกร้าวเป็นชิ้นๆ แบบการเผาศพทั่วๆไปเลย
ปัจจุบันทางวัดกาหลงได้นำร่างที่เป็นโครงกระดูกของท่านมาบรรจุไว้ในโลงแก้วตั้งให้ประชาชนไปกราบนมัสการอยู่ที่ชั้น 2 ของศาลาการเปรียญ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสักการะกราบไหว้

....เหรียญนี้ออกปี 22 ทันหลวงพ่อ และมีประสบการณ์

เหรียญหลวงพ่อทองเบิ้ม วัดวังยาว อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2537




  นามเดิม  ทองเบิ้ม  นามสกุล  ลิบลับ  เกิดวันอาทิตย์  ที่  ๔  เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๕๔  ตรงกับวันขึ้น  ๑  ค่ำ  เดือน  ๑๒  ปีกุน  ชาติภูมิอำเภอกุยบุรี  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  นามบิดา  ม่องลั่น  ลิบลับ  นามมารดา  นางพิม  ลิบลับ  ได้อุปสมบทเมื่อวันอังคาร  ขึ้น ๒  ค่ำ  เดือน ๑  ปีวอก  ตรงกับวันที่  ๒๙  พฤศจิกายน  ๒๔๗๕  ณ  วัดวังยาว  ตำบลกุยบุรี  อำเภอกุยบุรี  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  โดยมีพระสุเมธีวรคุณ  (เปี่ยม  จนฺทโชโต)  อดีตเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  วัดเกาะหลัก  ต.เกาะหลัก  อ.เมือง  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นพระอุปัชฌาย์
            ในปี  พ.ศ. ๒๔๘๖  ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม  ที่วัดวังยาวสอบได้นักธรรมชั้นตรี  และในปี  พ.ศ. ๒๕๑๓  สำเร็จการอบรมโรงเรียนพระสังฆาธิการส่วนกลาง  รุ่นที่ ๑
            ปัจจุบัน  ท่านได้มรณภาพ  เมื่อวันที่  ๒๔  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๔๒ 

27/2/57

เหรียญกระทะ หลวงพ่อ ( เกตุวัดเกาะหลัก) รุ่นเมตตามหาลาภ เนื้อทองเเดง ปี37




พระราชวิสุทธิคุณ หรือ หลวงพ่อเกตุ จิตฺตสาโร วัดเกาะหลัก ตำบลประจวบ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
พระวิสุทธาจารคุณ เดิมชื่อ เกตุ วงษ์แหวน เกิดวันอังคาร แรม 15 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2466 บิดาชื่อนายเหลือ วงษ์แหวน มารดาชื่อนางเสริม วงษ์แหวน อุปสมบทเมื่อวันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2486 ณ วัดวังยาว ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประชาชนทั่วไปเรียกท่านว่า “หลวงพ่อเกตุ” วิทยฐานะ
หลวงพ่อเกตุ นับได้ว่าเป็นศิษย์เอกสายตรงของหลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก  หนึ่งในพระเกจิสมัยสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่สอง  ซึ่งทหารไทยที่ออกรบในสมัยนั้นในพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกมีการปะทะกับทหารไทยอย่างดุเดือด ทหารสมัยนั้นที่มีของดีจากหลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก ได้รับฉายาว่าทหารผี เพราะญี่ปุ่นทั้งยิงทั้งฟันไม่เข้า เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมาแต่อดีต   สำหรับหลวงพ่อเปี่ยม  นับเป็นปรมาจารย์องค์หนึ่งของเมืองนี้และมีชื่อเสียงที่สุด  เป็นหนึ่งในเกจิ 108 รูปที่ได้เข้ามาปลุกเสกพระที่วัดราชบพิธในช่วงประมาณปี 2481  หลวงพ่อเปี่ยม เลื่องลือด้านวิชาอาคมและด้านโหราศาสตร์ยากที่ใครจะเทียบ  แม้แต่สมเด็จสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ ผู้ที่มีชื่อเสียงด้านโหราศาสตร์ (หลวงปู่เริ่ม วัดจุกกระเชอ เคยเรียนวิชาโหราศาสตร์)   ยังขอเรียนวิชาด้านโหราศาตร์บางอย่างจากหลวงพ่อเปี่ยม 
หลวงพ่อเกตุ ได้จำพรรษาอยู่วัดวังยาวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาได้ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดเกาะหลักเพื่อเรียนวิชากับหลวงพ่อเปี่ยม  หลวงพ่อเกตุ  เป็นพระที่ความสามารถทั้งการปกครองและพัฒนา จนได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ เป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะหลัก และเป็นเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นอกจากนี้หลวงพ่อเกตุ ยังเป็นอาจารย์ท่านหนึ่งของหลวงพ่อยิด วัดหนองจอก เพราะเป็นพระอุปัชฌาย์ ในตอนที่หลวงพ่อยิด กลับมาบวชครั้งที่สอง

หลวงพ่อเกตุ  ได้มรณภาพลงด้วยอาการสงบ ด้วยโรคไตวาย เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2542 ณ โรงพยาบาลราชวิถี สิริอายุ 76 ปี เป็นเถราจารย์อีกรูปหนึ่งที่ร่างกายไม่เน่าเปื่อยหลังจากมรณภาพแล้ว
วัตถุมงคลหลวงพ่อเกตุ ที่นิยมและมีชื่อเสียงมากๆคือ เหรียญรุ่นแรก ปี 2519  พระปิดตามหาอุด ตะกรุดที่ทำจากตะกั่วอวน เป็นต้น ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่นักนิยมพระเครื่อง และในหมู่ข้าราชการทหาร ตำรวจและประชาชนทั่วไป มีประสบการณ์เรื่องเมตตา แคล้วคลาด และคงกระพัน 

ประวัติหลวงพ่อนิ่ม มังคโล วัดเขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์


ประวัติหลวงพ่อนิ่ม(มังคโล)วัดเขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์***

...ในระหว่างที่หลวงพ่อทองศุข อินทโชโต เป็นเจ้าอาวาสวัดโตนดหลวงนั้น มีพระคู่ใจของท่านเสมือนพระเลขาอยู่สององค์คือ ...(หลวงพ่อนิ่ม) ซึ่งต่อมาไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเขาน้อย และอีกองค์หนึ่งคือ ...(หลวงพ่อจันทร์) ต่อมาไปเป็นเจ้าอาวาสวัดมฤคทายวัน...

...ทั้งสององค์นี้ได้รับการถ่ายทอดพุทธาคมจากหลวงพ่อทองศุขเอาไว้มาก เสมือนศิษย์รุ่นน้องอีกสององค์คือ ...(หลวงพ่อแผ่ว) ซึ่งต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโตนดหลวง และ...(หลวงพ่อย้อน) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโตนดหลวงองค์ปัจจุบัน...

...นอกจากนี้ลูกศิษย์ของหลวงพ่อทองศุขในเพชรบุรีมีอีกหลายองค์ เช่น หลวงพ่อจ่าง วัดเขื่อนเพชร, หลวงพ่อหวล วัดนิคม, หลวงพ่อเฮง(ห่วย) วัดห้วยทรายใต้, หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง, หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก เป็นต้นฯ...

...หลวงพ่อนิ่ม วัดเขาน้อย ท่านเป็นศิษย์ใกล้ชิดก้นกุฏิของ หลวงพ่อทองศุข ท่านได้จำพรรษาอยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อทองศุข ที่วัดโตนดหลวงอยู่นานถึง 20 ปี... 

...หลวงพ่อนิ่ม สถานะเดิมชื่อ นิ่ม นามสกุล วัฒนพิชัย เกิดวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2452 ที่ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ใช้ชีวิตในวัยเด็กช่วยบิดา-มารดาทำงานจนอายุได้ 22 ปี จึงได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโตนดหลวง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี พระครูแช่ม วัดนายาง จ.เพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวัน วัดหนองศาลา จ.เพชรบุรี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูพินิจสุตคุณ (ทองศุข อินทโชโต) วัดโตนดหลวง จ.เพชรบุรี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า (มังคโล)...

...หลังจากนั้นหลวงพ่อนิ่มได้อยู่จำพรรษา ณ วัดโตนดหลวง รับใช้ใกล้ชิด หลวงพ่อทองศุข ในฐานะพระเลขา ดูแลการทำงานแทนหลวงพ่อ ขณะเดียวกันก็ศึกษาวิชาพุทธาคมจากหลวงพ่อทองศุข โดย หลวงพ่อทองศุขเมตตาไว้ใจและมอบวิชาพุทธาคมที่มีอยู่ทั้งหมดให้หลวงพ่อนิ่ม รวมทั้งอบรมกรรมฐานและวิปัสสนา จนหลวงพ่อนิ่มมีความเชี่ยวชาญทำของได้ขลัง... 

...นาย เชิด วันเต็ม ชาวบ้านปากน้ำ อ.ปราณบุรี เล่าว่า มงคลวัตถุของหลวงพ่อนิ่มนั้นทุกรุ่น ล้วนมีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะ พระปิดตาเนื้อผง เนื้อขี้ควาย เด็กในตลาดปราณบุรีทุกคนที่แขวน เมื่อไปหาหมอจะฉีดยาไม่เข้า จนต้องถอดพระออกจากคอ ส่วนตะกรุด ของหลวงพ่อนั้น นายเชิดว่าสามารถลอยน้ำได้ ลุงสนิท พลอยน้อย ผู้ร่วมสร้างวัดกับหลวงพ่อนิ่มเล่าว่า ผ้ายันต์ ของหลวงพ่อนิ่มมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ทุกครั้งเมื่อมีการจัดงานที่บ้านจะต้องเอาผ้ายันต์ของหลวงพ่อนิ่มขึ้นไว้ ปลายเสาจุดธูปบอก รับรองว่าฝนไม่ตกทำให้งานเสีย...

...นอกจากนั้นลุงสนิท พลอยน้อย ได้เล่าว่า ขณะสร้างวัดเขาน้อยกับหลวงพ่อนิ่มนั้น ได้มีพ่อของ ครูแล ชื่นโม ร.ร.วัดเขาน้อย ขุดพบพระพุทธรูป สมัยอมราวดี ปางประทานพร เนื้อสัมฤทธิ์ หัก จึงเก็บไว้ในบ้าน หลังจากนั้นพ่อของครูแลก็ป่วยรักษาเท่าใดก็ไม่หาย หลวงพ่อนิ่มถามว่าที่บ้านมีพระหักๆ อยู่ไหม ครูแลบอกว่ามี จึงให้เอามาถวายไว้ที่วัด ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานก็หายป่วย พระองค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์มาก คนตาบอดมาอธิษฐานขอให้หายก็หายได้ หลวงพ่อนิ่มจึงได้สร้างองค์ใหญ่ไว้ และได้สร้างเหรียญรูปพระอมราวดีประทานพรไว้ด้วย ต่อมา นายดี จันทรเสน ได้ขุดพบรอยพระพุทธบาทที่บริเวณเขาน้อย หลวงพ่อนิ่มจึงได้สร้างมณฑปใส่ไว้และมีงานประจำปีทุกปี แสดงว่าบริเวณวัดเขาน้อยอาจมีร่องรอยเป็นสถานที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง มาแต่ในอดีตกาล...

26/1/57

ประวัติ หลวงพ่อเจริญ ธมฺมโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ เพชรบุรี


หลวงพ่อกำเนิดที่บ้านสามเรือน ( บ้านหน้าวัด ) ตำบลบางจาก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๗ ตรงกับเดือน ๙ ขึ้น ๒ ค่ำ เป็นบุตรคุณพ่อแป้นและคุณแม่นุ่ม อ้นแสง ตระกูลของท่านเป็นชาวนา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม ๑๒ คน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียว คือ นางน้อย เกิดประดับ ท่านเป็นน้องชายของหลวงพ่อพระครูญาณวิลาศ ( แดง รตฺโต ) อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ เป็นที่น่าสังเกตว่า โยมบิดามารดาของท่านเป็นบุคคลผู้มีวาสนา เพราะมีบุตรชายอุปสมบทและครองสมณเพศอยู่จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตถึง ๒ รูป ทั้งยังได้เป็นเจ้าอาวาสที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรทั้ง ๒ รูป ด้วย ครอบครัวของท่านมีฐานะพอมีพอกิน และเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งในละแวกนั้น

   เมื่อท่านอายุได้ ๑๐ ขวบ ท่านได้ไปอยู่กับพี่ชายของท่านชื่อ จัน ที่อุปสมบทอยู่วัดแก่นเหล็ก ตำบลคลองกระแซง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ได้รับการศึกษาหนังสือไทยกับท่านพระครูญาณ- วิสุทธิ ( พ่วง ) เจ้าอาวาสวัดแก่นเหล็ก จนมีความรู้เขียนอ่านหนังสือไทยได้ดีพอควรครั้นอายุได้ ๑๓ ปี ลาออกจากวัดแล้วมาช่วยโยมบิดามารดาทำนาตลอดมาจนเข้าสู่วัยหนุ่มอายุ ๑๘ ปี ถูกเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร เป็นทหารชาววังรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เลขหมายประจำตัว( สักด้วยหมึกดำที่หน้าแขนซ้าย ๓ แถว ) มีข้อความแถวที่ ๑ ว่า “ ชาววัง ” แถวที่ ๒ “ ก.ท. ” แถวที่ ๓ เป็นตัวเลข “ ๓๗๙๔ ” สังกัดอยู่กองโยธา รับราชการอยู่เป็นเวลา ๓ ปี

 ในปีที่ ๔ ได้รับเลือกเข้าเป็นเลขเดือน หรือที่เรียกกันว่า เข้าเดือน มีตำแหน่งเทียบเท่ามหาดเล็กรักษาพระองค์ ขึ้นกับสำนักพระราชวัง นับว่าท่านเป็นผู้มีโชคดีคนหนึ่ง และท่านอยู่รับราชการต่อไป ณ ที่นี้จนครบปีที่ ๕ มีอายุครบ ๒๒ ปีบริบูรณ์ ในสมัยที่ท่านกำลังรับราชการอยู่ในปีที่ ๕ นั้น ท่านมีกุศลเจตนาอย่างแรงกล้า คิดว่าเมื่อท่านรับราชการทหารครบ ๕ ปีแล้ว ท่านจะออกไปอุปสมบท เพราะการอุปสมบทถือกันว่าเป็นการสนองพระคุณบิดามารดา เพราะชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิก เชื่อกันว่าหากได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนาแล้ว บิดามารดาย่อมได้รับส่วนกุศล เมื่อได้เห็นชายผ้าเหลืองของบุตรหลานที่ได้อุปสมบทแล้วนั่นเอง ทั้งยังเชื่อมั่นกันว่า ผู้ใดยังไม่ได้ผ่านการอุปสมบทแล้ว ไม่สมควรมีภรรยาก่อน หลวงพ่อท่านมีความเชื่อมั่นอยู่ในคตินี้ แม้ท่านจะได้ผ่านชีวิตของคนหนุ่มมาและยังได้เข้าไปสู่สถานที่เจริญ
ซึ่งย่อมได้พบได้เห็นเพศตรงข้ามมาไม่น้อย แต่ท่านก็ไม่ยอมทิ้งความเชื่อมั่นดังที่กล่าวมาแล้ว ท่านจึงยังครองความเป็นโสดตลอดมา เมื่อท่านได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาครบ ๕ ปี และออกมาจากประจำการแล้ว ท่านจึงเดินทางสู่ภูมิลำเนาเดิมเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ร่มเงาของกา-สาวพัสตร์ต่อไป แต่บังเอิญเมื่อท่านกลับมาถึงบ้านเดิมแล้ว พี่ชายของท่าน ( หลวงพ่อแดง ได้อุปสมบทไปแล้ว ทางบ้านจึงขาดผู้ที่จะช่วยเหลือโยมบิดาทำนา ท่านจึงต้องอยู่ช่วยทำนาเสียอีก ๑ ปี แล้วจึงได้เข้าอุปสมบท ท่านได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาทองนพคุณ โดยมีหลวงพ่อเปลี่ยน เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐ เป็นพระอุปัชฌายะ พระครูญาณสิสุทธิ (พ่วง) วัดแก่นเหล็ก เป็นกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า “ ธมฺโชติ ” เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๑ ( ตามที่ปรากฏในหนังสือสุทธิของท่าน ) เมื่ออุปสมบทแล้วท่านคงจำพรรษาอยู่ที่วัดทองนพคุณนี้ตลอดมา ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยจากพระอาจารย์ รวมทั้งศึกษาวิชาอื่นจากอาจารย์วัดต่าง ๆ อีกหลายแห่ง สำหรับการศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรมในสมัยนั้น ยังไม่เจริญแพร่หลายอย่างสมัยในปัจจุบัน ท่านจึงไม่มีโอกาสได้เข้าสอบในสนามหลวง และไม่มีดีกรีของความรู้ต่อท้ายนามของท่าน นอกจากเป็นการศึกษาแล้วทรงจำไว้เป็นแนวทางปฏิบัติของท่านเอง ฉะนั้นแม้ว่าท่านจะมีความรู้ความสามารถพร้อมทั้งวัยวุฒิและจริยาวัตรดีเพียงใด ท่านก็คงมีสภาพเป็นหลวงพ่อแก่ ๆ รูปหนึ่งที่เสมือนผู้ไร้ความสามารถ ท่านจึงมีฐานะเพียงพระครูชั้นสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านปกครองอย่างใด แต่ก็รู้สึกเป็นความพอใจของท่านเป็นอย่างยิ่ง หลังจากได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว

          ท่านได้ศึกษาในด้านคันตุกะและวิปัสสนาธุระจากพระอาจารย์หลายรูปและหลายแห่งจนมีความรู้ความสามารถในที่จะบำเพ็ญสมณะกิจได้ดีแล้ว ท่านจึงได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานช่างไม้ เพื่อให้เหมาะสมกับที่ต้องช่วยเหลือท่านเจ้าอาวาส บูรณะ- ปฏิสังขรณ์พระอารามต่อไป เพราะวัดวาอารามในสมัยนั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก ทั้งเป็นหน้าที่ของพระที่จะต้องเป็นผู้บูรณะซ่อมแซม ท่านจึงพยามยามฝึกฝนหาความรู้ทางด้านงานช่างไม้จากผู้มีความรู้ดีบ้าง พยายามจดจำผลงานที่ดี ๆ ของช่างเก่า ๆ บ้าง ท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยรักงานประเภทนี้อยู่เป็นทุนอยู่แล้ว ทั้งยังมีความอุตสาหะ และความอดทนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ ท่านจึงสามารถศึกษางานด้านนี้จนมีความรู้ความสามารถ จนนับได้ว่า ท่านเป็นนายช่างที่มีฝีมือดีผู้หนึ่ง จากผลงานของท่านนี้ ท่านจึงได้รับมอบหมายจากหลวงพ่ออ่ำ เจ้าอาวาส และอาจารย์ของท่านให้รับหน้าที่ทางบูรณะและปฏิสังขรณ์พระอารามแทนท่านต่อมา มีผู้เคยเล่ากันมาว่า งานซ่อมสร้างเสนาสนะของวัดทองนพคุณในครั้งก่อนโน้น บางครั้งจ้างช่างไม้ที่อื่นมาทำ แต่ช่างไม้ที่มาทำนั้นถูกท่านท้วงติงฝีมือการทำงาน เพราะช่างทำได้ไม่ดีตามความประสงค์ของท่าน ช่างหลายรายต้องคืนงานไม่ยอมรับทำต่อไป เพราะรู้ตัวดีว่าฝีมือสู้ท่านไม่ได้ ท่านเคยกล่าวแก่บรรดาศิษย์ของท่านว่า เราจ้างเขามาทำเพราะคิดว่าเขาจะฝีมือดีกว่าเรา ถ้าทำได้ไม่ดีกว่าเราหรือต่ำกว่าเรา ก็ไม่จำเป็นจะต้องจ้างมาให้เสียเงินเปล่า ๆ เราทำกันเองดีกว่า ฉะนั้นงานช่างไม้ที่วัดทองนพคุณนี้ ส่วนมากจึงสำเร็จด้วยฝีมือของท่าน และงานที่สำเร็จมาแต่ละชิ้นก็นับได้ว่ามีความประณีตและเรียบร้อยดีทุกอย่าง ทางด้านกิจของพระศาสนา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระคู่สวด พ.ศ. ๒๔๖๖ หลวงพ่ออ่ำ เจ้าอาวาสมรณภาพ ทางคณะสงฆ์จึงแต่งตั้งให้ท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดทองนพคุณแต่นั้นมา เมื่อรับหน้าที่เจ้าอาวาสแล้ว ท่านก็ได้ปฏิบัติงานทั้งฝ่ายศาสนกิจและงานด้านสาธารณูปการตลอดมา นับว่าท่านเป็นพระมหาเถระที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นเวลานานมากรูปหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ จนถึงปีที่ท่านมรณภาพ คือ พ.ศ. ๒๕๑๗ รวมเป็นเวลา ๕๑ ปีเศษ

14/8/56

พ่อทวด วัดช้างให้ ปี36 เลื่อนสมณศักดิ์ เนื้อเงิน บล็อกวงเดือนล่าง สวยๆ



 พ่อทวด วัดช้างให้ ปี36 เลื่อนสมณศักดิ์ เนื้อเงิน บล็อกวงเดือนล่าง
                                สนใจติดต่อเราได้ที่นี้...คลิกเลย

เหรียญตะกรุดไขว้ รุ่นเมตตาบารมี ๓๘( เนื้อเงิน วิ้งๆ ) หลวงพ่อพาน วัดโป่งกะสัง

                       

 เหรียญตะกรุดไขว้ รุ่นเมตตาบารมี ๓๘( เนื้อเงิน วิ้งๆ ) หลวงพ่อพาน วัดโป่งกะสัง
                                 สนใจติดต่อเราได้ที่นี้...คลิกเลย

เหรียญกระดุมหลวงพ่อพาน เนื้อทองผสม วัดโปร่งกระสัง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

                
 เหรียญกระดุมหลวงพ่อพาน เนื้อทองผสม วัดโปร่งกระสัง อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
                          สนใจติดต่อเราได้ที่นี้...คลิกเลย